วันนี้ (29 ธ.ค.) เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ประดิษฐ์ ทะประสิทธิ์จิตต์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ร้านทอง โดยคนร้ายถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ 1 ราย ภายในร้านทองออโรร่า ดีไซน์ จำกัด ห้างบิ๊กซี สาขาสุขาภิบาล 3 เลขที่ 103 ถ.รามคำแหง แขวงและเขตมีนบุรี กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. พล.ต.ต.สาโรจน์ พรมเจริญ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รรท.รองผบช.น. พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รรท.ผบก.น.3 พ.ต.อ.สำเริง สวนทอง ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.ท.เจษฎา สวยสม รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.มนตรีกองจำปา รองผกก.สส. พ.ต.ท.วีรศักดิ์ กลั่นเกิด สว.สส. พ.ต.ต.สมคิด ประเชิญสุข สว.สส.เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์จากนิติเวช รพ.ตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
ในที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับร้านเคเอฟซี ทางเข้าประตูห้างบิ๊กซี พบประตูกระจกด้านซ้ายแตกเป็นรูกว้าง บริเวณร้านทองออโรร่า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ที่ตู้กระจกโชว์ทองมีรูกระสุนปืนจำนวน 2 นัด ฝ้าเพดาน 1 นัด ห่างออกจากตัวห้างด้านข้าง 50 เมตร หลังร้านอาหารเค-เคน สเต็ก พบศพผู้เสียชีวิตไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 30 ปี สวมเสื้อกันหนาวไหมพรมสีเขียวเข้ม ทับเสื้อยืดสีดำ สวมกางเกงยีนส์ 2 ชั้น กางเกงยีนส์สีเข้มขายาวชั้นนอก กางเกงข้างในเป็นยีนส์สีซีดขาสั้น สวมถุงมือสีดำ มีหมวกกันน็อกสีดำตกอยู่ มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่หน้าอกซ้าย ทะลุราวรักแร้ 1 นัด เข้าอกขวา 1 นัด และเข้าชายโครงขวาอีก 1 นัด ใกล้ศพพบปืนลูกโม่ .38 สีดำรมควัน มีปลอกกระสุนจำนวน 5 ปลอก ห่างออกไปมีถุงกระดาษใส่สร้อยทองรูปพรรณจำนวนหลายสิบเส้น น้ำหนักรวม 400 บาท มูลค่าราว 9.6 ล้านบาท จากการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงพบปลอกกระสุน .380 และ 9 มม.จำนวนรวมกันทั้งหมด 18 ปลอก
ใกล้กันพบร่าง ด.ต.เชี่ยวชาญ เจริญสิริ อายุ 42 ปี สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จ.สุรินทร์ ที่มาช่วยเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ นอนจมกองเลือด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกยิงเข้าบริเวณเชิงกราน กระสุนฝังใน 4 นัด และบริเวณต้นขาอีก 1 นัด เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนวมินทร์ รักษาบาดแผลในเบื้องต้น ก่อนจะรีบนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ เป็นการด่วน
จากการสอบสวน นางสกุลรัตน์ อภิวัฒนโชติ อายุ 43 ปี ผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายจับเป็นตัวประกัน ยืนตัวสั่นให้การว่า ขณะกำลังจะไปเปลี่ยนทองที่ร้าน เมื่อไปถึงพบพนักงาน 4 คนให้บริการ ขณะกำลังเลือกทองอยู่ มีคนร้าย 2 คนใส่ชุดสีดำทั้งชุด สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำเดินตรงเข้ามา หนึ่งในคนร้ายเข้ามาล็อกคอไว้แล้วบอกว่า “อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรหรอก” จากนั้นยิงปืน 2 นัด นัดแรกยิงขึ้นเพดาน นัดที่สองยิงไปที่ตู้กระจกโชว์ทองจนเป็นรู จากนั้นคนร้ายอีกคนได้อ้อมเข้าไปในเคาน์เตอร์ไปกวาดทองในตู้ใส่ถุงกระดาษที่เตรียมมา แล้วคนร้ายที่ล็อกคอไว้ได้พาเดินออกไปด้วย เมื่อไปถึงประตูปรากฏว่าประตูเปิดช้า คนร้ายจึงเอาด้ามปืนฟาดเข้าที่กระจกประตูแตก จึงสามารถเปิดประตูได้ และเมื่อออกจากประตูห้างบิ๊กซีได้แล้ว คนร้ายลากไปยังลานจอดรถทางขวามือของห้าง
นางสกุลรัตน์ให้การต่อว่า ระหว่างที่คนร้ายจะพาไปขึ้นรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า มีโอ สีขาว-น้ำเงิน ทะเบียน 131 ไม่ทราบจังหวัดและหมวดตัวอักษร ที่คนร้ายเตรียมมา คนร้ายสะดุดล้มลงทำให้หลุดจากการถูกล็อก และจังหวะดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ได้ยินคนร้องว่ามีการชิงทรัพย์ จึงรีบวิ่งเข้ามาขัดขวาง กระทั่งเกิดการยิงต่อสู้กันหลายนัด แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่กล้ายิงสวนเพราะเห็นว่ามีตัวประกันอยู่ จึงถูกคนร้ายยิงจนล้มลง แล้วคนร้ายจึงขึ้นจักรยานยนต์สตาร์ทเครื่องหลบหนีไป
ขณะเดียวกัน คนร้ายอีกคนที่ถือถุงทองวิ่งออกจากห้างตามมา แต่ได้วิ่งอ้อมร้านค้าเพื่อจะไปจุดนัดพบเพื่อขึ้นรถหลบหนี แต่เมื่อไปถึงกลับพบเจ้าหน้าที่นอนเจ็บอยู่ จึงตรงไปควักปืนยิงเข้าใส่จำนวน 2 นัด ก่อนจะหันหลังเดินไป ทางเจ้าหน้าที่ได้พลิกตัวแล้วควักปืนยิงใส่จำนวน 1 นัด คนร้ายพยายามควักปืนออกมาต่อสู้ แต่ได้ล้มลง พร้อมถุงกระดาษใส่ทองตกลงพื้นในที่เกิดเหตุ และเสียชีวิตลง
ขณะที่ น.ส.นิภารัตน์ สายพราว อายุ 26 ปี พนักงานร้านทองออโรร่าให้การว่า คนร้ายที่สวมหมวกกันน็อกแล้วล็อกคอลูกค้าออกไปด้านนอก จำรูปพรรณสัณฐานได้ว่าสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ไม่เห็นใบหน้าเพราะสวมหมวกกันน็อก เมื่อเห็นคนร้ายหยิบปืนขึ้นมา ด้วยความตกใจรีบวิ่งไปหมอบอยู่ด้านหลังร้านทันที
ด้าน พล.ต.ท.วินัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่มีการวางมาตรการป้องกันโดยประสานเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านค้า และ แหล่งชุมชน โดยกำหนดกำลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม วันละ 200 นาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็คาดการณ์ได้ถูกต้อง
“ถือว่า ด.ต.เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ได้อย่างน่ายกย่อง ไม่ถือเป็นการทำเกินกว่าเหตุ เพราะคนร้ายทั้ง 2 คนมีอาวุธปืน และได้ยิงต่อสู้จนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ที่วิสามัญฯ คนร้ายเสียชีวิต ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว” ผบช.น.กล่าว
พล.ต.ท.วินัยกล่าวต่อว่า ส่วนอาวุธปืนในที่เกิดเหตุของคนร้ายจะนำไปตรวจสอบอีกครั้ง เพราะเคยมีประวัติคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด .38 ก่อเหตุในหลายพื้นที่โดยเฉพาะย่านดอนเมือง และจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดในห้าง และบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาเส้นทางหลบหนีของคนร้ายอีกคน ขณะนี้ขอเวลาทางเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป ส่วนอาการ ด.ต.เชี่ยวชาญ เจริญสิริ นั้นทราบว่าปลอดภัยแล้ว
ที่มา: http://www.manager.co.th
Showing posts with label คนดี. Show all posts
Showing posts with label คนดี. Show all posts
Thursday, December 29, 2011
Wednesday, November 16, 2011
อภิรักต์ แซ่ฮ้อ...คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่หมิ่นเงินน้อย ... ไม่คอยวาสนา
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pantip.com, youtube.com,รายการตีสิบ
"คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่หมิ่นเงินน้อย ... ไม่คอยวาสนา" นี่คือสโลแกนที่เหมาะกับหนุ่มกตัญญูอย่าง "อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" เป็นอย่างยิ่ง และหากใครที่ได้ชมรายการตีสิบ คงต้องอมยิ้มตามไปกับความน่ารัก ซื่อๆ ของเขาไปด้วยแน่ ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของเขามาฝากกันค่ะ
"อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" หรือ ตี๋ ชายหนุ่มวัย 33 ปี เขาไม่ใช่คนรวย หรือมีชื่อเสียงมาจากไหน เขาเป็นเพียงคนจนๆ แต่งตัวมอซอๆ คนหนึ่ง ที่ดูลักษณะภายนอกอาจไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปเท่าไรนัก "อภิรักต์" อาศัยอยู่ในแฟลต 8 ชั้นกับแม่ และประกอบอาชีพด้วยการเก็บเศษขยะตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ละวันเขาจะตระเวนเก็บขยะ และนำมาคัดแยก ก่อนจะนำขยะที่ได้ไปขาย ซึ่งก็จะได้เงินมาวันละประมาณ 50-100 บาท
แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่ได้เงินมา "อภิรักต์" จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้แม่ได้ใช้ และเก็บไว้อีก 20 บาท และนำไปฝากธนาคาร เพื่อสะสมทีละเล็กทีละน้อย นำมาเป็นค่าผ่าตัดหัวใจให้กับแม่ ที่ป่วยเป็นโรคหลายโรค ทั้งความดัน เบาหวาน เก๊า และโรคหัวใจ
"อภิรักต์"เล่าว่า สมัยที่เป็นเด็กชายเรียนชั้น ป.1 ครูของเขาเป็นคนแนะนำให้ "อภิรักต์" เก็บออมวันละบาท พอปลายเดือนเก็บเงินได้มากแล้ว ครูจะพาไปฝากเงินที่ธนาคาร ซึ่งคำแนะนำของครูนั้น อภิรักต์ก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อยๆ ทุกๆ วัน เขาจะนำเงิน 20 บาท ไปฝากธนาคาร จนปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปีแล้ว "อภิรักต์" มีเงินเก็บมากกว่า 4 หมื่นบาท
ความซื่อและความกตัญญูของ "อภิรักต์" ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเส้นทางที่ "อภิรักต์" ตระเวนเก็บขยะ ต่างเอ็นดู พร้อมกับเรียกให้เขาและรถเข็นคู่ใจ เข้ามารับสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ ขวดน้ำ เพื่อนำไปขาย โดย "อภิรักต์" จะนำสิ่งของเหล่านี้ เข้ามากองคัดแยกในห้องพัก จนห้องดูรกรุงรังไปหมด และมีส่วนให้เขาเป็นโรคหืดหอบ แต่ "อภิรักต์" ก็มีความสุขในแบบของเขา โดยมีแม่อยู่เคียงข้าง
อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ "อภิรักต์" ไม่ต้องอยู่ในห้องที่รกรุงรังอีกต่อไปแล้ว เพราะทางรายการตีสิบได้จัดการปรับโฉมห้องให้ "อภิรักต์" ใหม่ จนดูสวยงาม และมีสุขอนามัยที่ดี เรียกได้ว่า แทบจำเค้าโครงห้องเดิมไม่ได้เลย ซึ่งก็ทำให้ "อภิรักต์" และแม่ดีใจมาก
และหลังจากรายการตีสิบได้นำเสนอเรื่องราวของ อภิรักต์ แซ่ฮ้อ อยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา อภิรักต์ ก็ได้มาออกรายการเพื่อเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ฟัง ซึ่งก่่อนหน้านี้ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า อภิรักต์ เพราะถูกยิงที่บ่อนไก่ ซึ่งใกล้กับบ้านของเขา อภิรักต์ จึงเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกยิงจริง ๆ คือ ตี๋ คลองเตย ซึ่งชื่อ ตี๋ เป็นชื่อเล่นเดียวกันกับเขา ทำให้คนเข้าใจผิดไปนั่นเอง
แม้ อภิรักต์ จะมีคนรู้จักมากขึ้น ได้รางวัล และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ แต่ อภิรักต์ ก็ยังมีชีวิตเหมือนเดิม เป็นคน ๆ เดิม คงทำหน้าที่เดินเก็บขยะพร้อมรถเข็นคู่ใจอย่างไม่ย่อท้อต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ฝากไว้ที่ธนาคาร และโชคดีที่มีหลาย ๆ คนรู้จักเขา เรียกเขาไปเก็บขยะที่บ้าน โดยไม่ต้องไปคุ้ยหาตามถังขยะให้ยากขึ้น
ความมุมานะของ อภิรักต์ ในการเข็นรถขยะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ให้แม่ ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเป็นลูกกตัญญู จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย โดยเข้ารับประทานโล่เกียรติคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2553 ที่ผ่านมาด้วย
แถมล่าสุด อภิรักต์ แซ่ฮ้อ กำลังจะมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกของชีวิต ในชื่อเรื่อง "ยายสั่งมาใหญ่" จากผลงานการกำกับของ นุ้ย เชิญยิ้ม ที่เขาจะได้ประกบตลกชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย ซึ่งทุกคนก็เอ็นดู อภิรักต์ มากเลยทีเดียว
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pantip.com, youtube.com,รายการตีสิบ
"คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่หมิ่นเงินน้อย ... ไม่คอยวาสนา" นี่คือสโลแกนที่เหมาะกับหนุ่มกตัญญูอย่าง "อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" เป็นอย่างยิ่ง และหากใครที่ได้ชมรายการตีสิบ คงต้องอมยิ้มตามไปกับความน่ารัก ซื่อๆ ของเขาไปด้วยแน่ ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของเขามาฝากกันค่ะ
"อภิรักต์ แซ่ฮ้อ" หรือ ตี๋ ชายหนุ่มวัย 33 ปี เขาไม่ใช่คนรวย หรือมีชื่อเสียงมาจากไหน เขาเป็นเพียงคนจนๆ แต่งตัวมอซอๆ คนหนึ่ง ที่ดูลักษณะภายนอกอาจไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปเท่าไรนัก "อภิรักต์" อาศัยอยู่ในแฟลต 8 ชั้นกับแม่ และประกอบอาชีพด้วยการเก็บเศษขยะตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ละวันเขาจะตระเวนเก็บขยะ และนำมาคัดแยก ก่อนจะนำขยะที่ได้ไปขาย ซึ่งก็จะได้เงินมาวันละประมาณ 50-100 บาท
แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่ได้เงินมา "อภิรักต์" จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้แม่ได้ใช้ และเก็บไว้อีก 20 บาท และนำไปฝากธนาคาร เพื่อสะสมทีละเล็กทีละน้อย นำมาเป็นค่าผ่าตัดหัวใจให้กับแม่ ที่ป่วยเป็นโรคหลายโรค ทั้งความดัน เบาหวาน เก๊า และโรคหัวใจ
"อภิรักต์"เล่าว่า สมัยที่เป็นเด็กชายเรียนชั้น ป.1 ครูของเขาเป็นคนแนะนำให้ "อภิรักต์" เก็บออมวันละบาท พอปลายเดือนเก็บเงินได้มากแล้ว ครูจะพาไปฝากเงินที่ธนาคาร ซึ่งคำแนะนำของครูนั้น อภิรักต์ก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อยๆ ทุกๆ วัน เขาจะนำเงิน 20 บาท ไปฝากธนาคาร จนปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปีแล้ว "อภิรักต์" มีเงินเก็บมากกว่า 4 หมื่นบาท
ความซื่อและความกตัญญูของ "อภิรักต์" ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเส้นทางที่ "อภิรักต์" ตระเวนเก็บขยะ ต่างเอ็นดู พร้อมกับเรียกให้เขาและรถเข็นคู่ใจ เข้ามารับสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ ขวดน้ำ เพื่อนำไปขาย โดย "อภิรักต์" จะนำสิ่งของเหล่านี้ เข้ามากองคัดแยกในห้องพัก จนห้องดูรกรุงรังไปหมด และมีส่วนให้เขาเป็นโรคหืดหอบ แต่ "อภิรักต์" ก็มีความสุขในแบบของเขา โดยมีแม่อยู่เคียงข้าง
อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ "อภิรักต์" ไม่ต้องอยู่ในห้องที่รกรุงรังอีกต่อไปแล้ว เพราะทางรายการตีสิบได้จัดการปรับโฉมห้องให้ "อภิรักต์" ใหม่ จนดูสวยงาม และมีสุขอนามัยที่ดี เรียกได้ว่า แทบจำเค้าโครงห้องเดิมไม่ได้เลย ซึ่งก็ทำให้ "อภิรักต์" และแม่ดีใจมาก
และหลังจากรายการตีสิบได้นำเสนอเรื่องราวของ อภิรักต์ แซ่ฮ้อ อยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา อภิรักต์ ก็ได้มาออกรายการเพื่อเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ฟัง ซึ่งก่่อนหน้านี้ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า อภิรักต์ เพราะถูกยิงที่บ่อนไก่ ซึ่งใกล้กับบ้านของเขา อภิรักต์ จึงเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกยิงจริง ๆ คือ ตี๋ คลองเตย ซึ่งชื่อ ตี๋ เป็นชื่อเล่นเดียวกันกับเขา ทำให้คนเข้าใจผิดไปนั่นเอง
แม้ อภิรักต์ จะมีคนรู้จักมากขึ้น ได้รางวัล และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ แต่ อภิรักต์ ก็ยังมีชีวิตเหมือนเดิม เป็นคน ๆ เดิม คงทำหน้าที่เดินเก็บขยะพร้อมรถเข็นคู่ใจอย่างไม่ย่อท้อต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ฝากไว้ที่ธนาคาร และโชคดีที่มีหลาย ๆ คนรู้จักเขา เรียกเขาไปเก็บขยะที่บ้าน โดยไม่ต้องไปคุ้ยหาตามถังขยะให้ยากขึ้น
ความมุมานะของ อภิรักต์ ในการเข็นรถขยะหาเงินทุกบาททุกสตางค์ให้แม่ ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเป็นลูกกตัญญู จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย โดยเข้ารับประทานโล่เกียรติคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2553 ที่ผ่านมาด้วย
แถมล่าสุด อภิรักต์ แซ่ฮ้อ กำลังจะมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกของชีวิต ในชื่อเรื่อง "ยายสั่งมาใหญ่" จากผลงานการกำกับของ นุ้ย เชิญยิ้ม ที่เขาจะได้ประกบตลกชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย ซึ่งทุกคนก็เอ็นดู อภิรักต์ มากเลยทีเดียว
Sunday, October 2, 2011
รายชื่อผู้เข้ารอบรางวัลคนดี ประจำปี 2554
1.ด.ช.จักรกฤษณ์ ชูศรี
อายุ 11 ปี เข้าช่วยน้องชายวัย 3
ขวบหนีจากเหตุน้ำป่าไหลหลาก ที่ภาคใต้ เมื่อปี 2553
2.นายอำนาจ พวงสูงเนิน
ขับรถแท็กซี่ขวางคนร้ายเมายาบ้า จนถูกยิงตาย
3.นายพยงค์ สุดสวน
อายุ 39 ปี
ขับวินจักรยานยนต์พบเหตุคนร้ายวิ่งราวทรัพย์จึงตามไปจับคนร้าย แต่จับไม่ได้
ส่วนคนร้ายทิ้งทรัพย์สิน 7,000 บาทไว้
4.นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
วิ่งเข้าชาร์จแย่งมีดจากแม่ค้าที่เกิดอาการเครียดใช้มีดจี้ลูกชายวัย 1 ขวบ เป็นตัวประกัน
5.เจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่เปิดโรงพยาบาลรับรักษาคนเป็นโรคเอดส์
6.นายประจวบ ลุนสำโรง
อายุ 45 ปี เก็บสลากกินแบ่งรัฐบาล
มูลค่า 40,000 คืนเจ้าของผู้พิการตาบอด
7.นายณรงค์ศักดิ์ พิสุทธิ์ธาราชัย คนขับรถแท็กซี่ นำเงิน 510,000 บาท คืนเจ้าของ
8.นายสุรศักดิ์ ประทุม
คนขับรถแท็กซี่ นำเงิน 100,000
บาท คืนเจ้าของชาวแอฟริกัน
9.นายอดิศักดิ์ เชื้อวงศ์ อายุ 38 ปี ขับรถแท็กซี่
เห็นชายชราพาหลานข้ามถนน จึงลงไปช่วยจูงมือ แต่โดนรถคันอื่นชนจนได้รับบาดเจ็บ
10.นายชรินทร์ เป้ามั่ง
ขับรถแท็กซี่เก็บทองรูปพรรณ กว่า 3 แสนบาทคืนเจ้าของ
11.ด.ญ.รัตนาพร วิสานิตย์ อายุ 14 ปี ด.ญ.จินดารัตน์ เมฆเฉย อายุ 14 ปี ด.ญ.รุ่งนภา สำราญ อายุ 14 ปี น.ส.นำฝน สัปดาห์หอม อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนหนองฉางวิทยา จ.อุทัยธานี เก็บเงิน 400,000 บาทคืนเจ้าของ
11.ด.ญ.รัตนาพร วิสานิตย์ อายุ 14 ปี ด.ญ.จินดารัตน์ เมฆเฉย อายุ 14 ปี ด.ญ.รุ่งนภา สำราญ อายุ 14 ปี น.ส.นำฝน สัปดาห์หอม อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนหนองฉางวิทยา จ.อุทัยธานี เก็บเงิน 400,000 บาทคืนเจ้าของ
12.น.ส.อารยา บุญจันทร์
อายุ 18 ปี น.ส.นฤมล สุทธยา อายุ 18 ปี นายธนาคาร เทพพิทักษ์ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
เก็บกระเป๋ามีทรัพย์สินกว่า 200,000 บาทคืนเจ้าของ
13.นายฐปนัท ไตรสุทธิเกษม
อายุ 17 ปี
เด็กนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เก็บเงินสด 20,000 บาท คืนเจ้าของ
14.ด.ญ.ศุภนิดา ไชยรัตน์
อายุ 8 ปี ด.ช. กรกช อรุณ อายุ 6
ปี ด.ญ.ชลธิชา เข็มเพชร อายุ 7 ปี
เด็กนักเรียนโรงเรียนธัมมศิริศึกษาสัตหีบ เก็บกระเป๋าสตางค์มีเงินสด 10,000
คืนเจ้าของ สำหรับการประชุมคัดสรรโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
จะกระทำในต้นเดือน พ.ย.54 นี้
สำหรับคนดีประเทศไทยที่ผ่านมา ปี 1 ได้แก่แม่ติ๋ว นางสุธาสินี น้อยอินทร์ แห่งบ้านโฮมฮัก ปี 2 นายภาณุพงษ์ ลาภสถียร ที่ใช้รถจักรยานเป็นรถกู้ชีพ และนายดาบสมศักดิ์ บุญรัตน์ ครูตำรวจข้างถนน สำหรับ ปี 3 ได้แก่ แม่น้องฮีโร่ ด.ช.ไบเบิล และ ด.ต.แชน วรงคไพศิษฐ์ นายตำรวจนักกู้ระเบิดที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับคนดีประเทศไทยที่ผ่านมา ปี 1 ได้แก่แม่ติ๋ว นางสุธาสินี น้อยอินทร์ แห่งบ้านโฮมฮัก ปี 2 นายภาณุพงษ์ ลาภสถียร ที่ใช้รถจักรยานเป็นรถกู้ชีพ และนายดาบสมศักดิ์ บุญรัตน์ ครูตำรวจข้างถนน สำหรับ ปี 3 ได้แก่ แม่น้องฮีโร่ ด.ช.ไบเบิล และ ด.ต.แชน วรงคไพศิษฐ์ นายตำรวจนักกู้ระเบิดที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ขอแสดงความนับถือในความดีของทุกท่านครับ....
ที่มา: www.manager.co.th
ที่มา: www.manager.co.th
Friday, July 8, 2011
คุณพิพิธ ประกอบไวทยกิจ
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10768703/I10768703.html
ชื่อกระทู้ ขอชื่นชมคุณพิพิธ ประกอบไวทยกิจ พนักงานประจำธนาคารกรุงเทพ สาขา Energy Complex
วันนี้ ไปถอนเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อนำไปทำธุรกรรมกับธนาคารกรุงเทพที่อยู่ในตึกเดียวกันค่ะ ตอนถอน เจ้าหน้าที่ไม่ได้นับมือ แต่ใช้เครื่องปั่น 2 รอบ ก็เรียบร้อยดี พอมาที่ธนาคารกรุงเทพ เจ้าหน้าที่นับมือครั้งแรก เราก็นับตามไปด้วย ก็รู้สึกแปลกๆแล้ว เพราะนับได้เกินเป็น 101 ใบ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เพราะอาจจะนับพลาด เสร็จธุระ ก็ขึ้นไปทำงานตามปกติ
ซักพัก เจ้าหน้าที่โทรมาตาม บอกว่าเงินในปึกเกินมา 1 ใบ เนื่องจากแบงค์มันพับ เครื่องปั่นอาจนับไม่เจอ เราก็เลยไปเช็คอีกที สรุปว่าเกินจริงๆค่ะ ก็เลยเดินเอาเงินไปคืนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกคนขอบคุณกันใหญ่ แต่เราบอกไปว่า คนดี ซื่อสัตย์ตัวจริง และน่ายกย่อง คือ คุณพิพิธ ประกอบไวทยกิจ เจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ธนาคารกรุงเทพ สาขา Energy Complex ค่ะ
ขอชื่นชมอีกครั้งค่ะ
ซักพัก เจ้าหน้าที่โทรมาตาม บอกว่าเงินในปึกเกินมา 1 ใบ เนื่องจากแบงค์มันพับ เครื่องปั่นอาจนับไม่เจอ เราก็เลยไปเช็คอีกที สรุปว่าเกินจริงๆค่ะ ก็เลยเดินเอาเงินไปคืนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกคนขอบคุณกันใหญ่ แต่เราบอกไปว่า คนดี ซื่อสัตย์ตัวจริง และน่ายกย่อง คือ คุณพิพิธ ประกอบไวทยกิจ เจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ธนาคารกรุงเทพ สาขา Energy Complex ค่ะ
ขอชื่นชมอีกครั้งค่ะ
| จากคุณ | : ZemoSummer |
Monday, June 27, 2011
นายณรงค์ศักดิ์ พิสุทธิ์ธาราชัย
![]() |
| คนซ้ายมือ |
ที่มา: http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=517241
รูปจาก: http://yfrog.com/kezprkj
Thursday, June 23, 2011
นายอุดม โพธิ์ลังกา
คนขับแท็กซี่เก็บกระเป๋าภายในมีของมีนาฬิกาหรู ปากกาแหวนทองรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ส่งคืนนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ลืมไว้บนรถ ชื่นชมคนไทยน้ำใจงาม มอบสินน้ำใจตอบแทนรวม 8,000 บาท
วันนี้(23 มิ.ย.) เมื่อเวลา 16.30น. ที่สถานีวิทยุสวพ.91 นาย อลอง ลี (Mr. Along Lee) นักธุรกิจเรือเช่า ชาวญี่ปุ่น พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรีเปีย รอง ผกก.สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต รับมอบกระเป๋าสัมภาระภายในมีทรัพย์สินมีค่า นาฬิกาข้อมือแบรนด์เนม 5 เรือน ประกอบด้วย ยี่ห้อ Piaget, Gatier,Sred,Visage และ Disney อย่างละ1เรือน ปากกายี่ห้อTisny 1 เล่ม และแหวนทอง 1วง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท โดยรับมอบจากนายอุดม โพธิ์ลังกา อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/1 ซอยเอกมัย 30 แขวงวัฒนา เขตคลองเตย กทม.อาชีพขับรถแท็กซี่ และนางสาวอริสา ศรีขวัญ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17/3-4 ม.4 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ผู้โดยสาร ซึ่งทั้งสองพบเห็นและแจ้ง สวพ.91 ประสานจนพบเจอเจ้าของในที่สุด โดยมีนางสาวผ่องใส ศรีวังพล ผู้บริหารสถานีวิทยุฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอุดม กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา ตนได้รับผู้โดยสารคือนายอลอง ลี จากโรงแรมไชน่าทาวน์ เยาราช ให้ไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ซอยสีลม 19 โดยนายอลอง ลี ได้เรียกให้พนักงานโรงแรมขนกระเป๋าสัมภาระ มาเก็บไว้กระโปรงท้ายรถ กระทั่งขับไปถึงซอยสีลม 19 ในเวลา 08.30 น. นายอลอง ลี ได้บอกให้จอดรถและจ่ายเงินค่าโดยสาร แล้วเดินเข้าไปในร้านกาแฟบริเวณใต้โรงแรม โดยขณะนั้น ตนก็ไม่ทันสังเกตและลืมไปว่าได้นำสัมภาระลงไปด้วยหรือไม่ จึงวนรถรับผู้โดยสารไปเรื่อยๆจนกระทั่งเวลา 10.30 น. ได้รับน.ส.อริศรา ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า โบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ ถนนผดุงกรุงเกษม ให้ไปส่งที่ตลาดท่าน้ำนนท์ โดยผู้โดยสารมีถุงใส่เสื้อผ้าจำนวนหลายใบและบอกให้เปิดกระโปรงท้ายรถ เพื่อจะนำถุงเสื้อผ้าใส่ ปรากฏว่าผู้โดยสารพบว่ามีกระเป๋าอยู่ 2 ใบ เลยถามว่าตนว่าเป็นของใคร ก็เลยตอบว่าไม่ทราบ ขณะเดียวกันระหว่างอยู่ขับรถ ไปส่งน.ส.อริศรานั้น ได้ยินน.ส.ลัดดาวัลน์ คัชชาพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ สถานีวิทยุสวพ.91 พูดคุยกับ กับคนที่โทรมาแจ้งข่าวว่า มีเพื่อนซึ่งผู้โดยสารชาวญี่ปุ่น ลืมกระเป๋าไว้ในรถแท็กซี่ จึงนึกได้ทันทีว่ากระเป๋าทั้ง2ใบเป็นของนายอลอง ลี จากนั้นตนและน.ส.อริศราจึงได้นำกระเป๋ามามอบให้กับทางสถานี
ด้านพ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรี เปีย รอง ผกก. สส.สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้โทรเข้าไปแจ้งในรายการ กล่าวว่าเมื่อเวลา 10.30น. ได้รับการประสานงานจากมินายอลอง ลี ว่าลืมกระเป๋าสัมภาระที่มีทรัพย์สินมีค่า มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท เอาไว้ในกระโปรงท้ายรถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน ทร 4305 กทม. ของนายอุดม จากการตรวจสอบจึงทราบว่านายอุดมพักอยู่ที่แฟลต ไม่ทราบชื่อ ในซอยเอกมัย 30 จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน ซึ่งรับผิดชอบท้องที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปพบที่แฟลตดังกล่าวและสอบถามคนในครอบครัว จึงทราบว่านายอุดมไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่ทราบว่านายอุดมชอบฟังสถานีวิทยุ สวพ. 91 จึงโทรศัพท์แจ้งข่าวเพื่อขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ จนได้รับการจากสถานีในเวลาประมาณ 12.00น. ว่ามีคนขับรถแท็กซี่พร้อมด้วยผู้โดยสาร พบกระเป๋าสัมภาระ ของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นตามที่ได้ประกาศ และได้นำมามอบที่ สถานีวิทยุฯแล้ว จึงติดต่อเพื่อนำนายอลอง ลี มาขอรับสัมภาระทันที
ด้านนายอลอง ลี กล่าวว่า รู้สึกดีใจและแปลกใจมากที่ นายอุดมนำของกลับมาคืนให้ และรู้สึกได้ทันที่ว่า คนไทยมีน้ำใจ และมีจิตใจที่ดี ทั้งนี้ตนเองอยู่ประเทศไทย มากว่า 29 ปี ทราบว่ามีเหตุอาชญากรรมรายวัน จึงไม่คิดว่าจะได้รับของคืน แต่นายอุดมกลับนำมามอบให้ซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาดใจมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอุดม และน.ส.อริศราได้ มอบกระเป๋าสัมภาระคืนให้กับนายลอง ลีแล้ว นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นได้มอบสินน้ำใจให้กับนายอุดมเป็นเงิน 5,000บาท และน.ส.อริศรา 3,000 บาท ด้วย
ที่มา: http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000076994
วันนี้(23 มิ.ย.) เมื่อเวลา 16.30น. ที่สถานีวิทยุสวพ.91 นาย อลอง ลี (Mr. Along Lee) นักธุรกิจเรือเช่า ชาวญี่ปุ่น พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรีเปีย รอง ผกก.สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต รับมอบกระเป๋าสัมภาระภายในมีทรัพย์สินมีค่า นาฬิกาข้อมือแบรนด์เนม 5 เรือน ประกอบด้วย ยี่ห้อ Piaget, Gatier,Sred,Visage และ Disney อย่างละ1เรือน ปากกายี่ห้อTisny 1 เล่ม และแหวนทอง 1วง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท โดยรับมอบจากนายอุดม โพธิ์ลังกา อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/1 ซอยเอกมัย 30 แขวงวัฒนา เขตคลองเตย กทม.อาชีพขับรถแท็กซี่ และนางสาวอริสา ศรีขวัญ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17/3-4 ม.4 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ผู้โดยสาร ซึ่งทั้งสองพบเห็นและแจ้ง สวพ.91 ประสานจนพบเจอเจ้าของในที่สุด โดยมีนางสาวผ่องใส ศรีวังพล ผู้บริหารสถานีวิทยุฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอุดม กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา ตนได้รับผู้โดยสารคือนายอลอง ลี จากโรงแรมไชน่าทาวน์ เยาราช ให้ไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ซอยสีลม 19 โดยนายอลอง ลี ได้เรียกให้พนักงานโรงแรมขนกระเป๋าสัมภาระ มาเก็บไว้กระโปรงท้ายรถ กระทั่งขับไปถึงซอยสีลม 19 ในเวลา 08.30 น. นายอลอง ลี ได้บอกให้จอดรถและจ่ายเงินค่าโดยสาร แล้วเดินเข้าไปในร้านกาแฟบริเวณใต้โรงแรม โดยขณะนั้น ตนก็ไม่ทันสังเกตและลืมไปว่าได้นำสัมภาระลงไปด้วยหรือไม่ จึงวนรถรับผู้โดยสารไปเรื่อยๆจนกระทั่งเวลา 10.30 น. ได้รับน.ส.อริศรา ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า โบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ ถนนผดุงกรุงเกษม ให้ไปส่งที่ตลาดท่าน้ำนนท์ โดยผู้โดยสารมีถุงใส่เสื้อผ้าจำนวนหลายใบและบอกให้เปิดกระโปรงท้ายรถ เพื่อจะนำถุงเสื้อผ้าใส่ ปรากฏว่าผู้โดยสารพบว่ามีกระเป๋าอยู่ 2 ใบ เลยถามว่าตนว่าเป็นของใคร ก็เลยตอบว่าไม่ทราบ ขณะเดียวกันระหว่างอยู่ขับรถ ไปส่งน.ส.อริศรานั้น ได้ยินน.ส.ลัดดาวัลน์ คัชชาพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ สถานีวิทยุสวพ.91 พูดคุยกับ กับคนที่โทรมาแจ้งข่าวว่า มีเพื่อนซึ่งผู้โดยสารชาวญี่ปุ่น ลืมกระเป๋าไว้ในรถแท็กซี่ จึงนึกได้ทันทีว่ากระเป๋าทั้ง2ใบเป็นของนายอลอง ลี จากนั้นตนและน.ส.อริศราจึงได้นำกระเป๋ามามอบให้กับทางสถานี
ด้านพ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรี เปีย รอง ผกก. สส.สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้โทรเข้าไปแจ้งในรายการ กล่าวว่าเมื่อเวลา 10.30น. ได้รับการประสานงานจากมินายอลอง ลี ว่าลืมกระเป๋าสัมภาระที่มีทรัพย์สินมีค่า มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท เอาไว้ในกระโปรงท้ายรถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน ทร 4305 กทม. ของนายอุดม จากการตรวจสอบจึงทราบว่านายอุดมพักอยู่ที่แฟลต ไม่ทราบชื่อ ในซอยเอกมัย 30 จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน ซึ่งรับผิดชอบท้องที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปพบที่แฟลตดังกล่าวและสอบถามคนในครอบครัว จึงทราบว่านายอุดมไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่ทราบว่านายอุดมชอบฟังสถานีวิทยุ สวพ. 91 จึงโทรศัพท์แจ้งข่าวเพื่อขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ จนได้รับการจากสถานีในเวลาประมาณ 12.00น. ว่ามีคนขับรถแท็กซี่พร้อมด้วยผู้โดยสาร พบกระเป๋าสัมภาระ ของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นตามที่ได้ประกาศ และได้นำมามอบที่ สถานีวิทยุฯแล้ว จึงติดต่อเพื่อนำนายอลอง ลี มาขอรับสัมภาระทันที
ด้านนายอลอง ลี กล่าวว่า รู้สึกดีใจและแปลกใจมากที่ นายอุดมนำของกลับมาคืนให้ และรู้สึกได้ทันที่ว่า คนไทยมีน้ำใจ และมีจิตใจที่ดี ทั้งนี้ตนเองอยู่ประเทศไทย มากว่า 29 ปี ทราบว่ามีเหตุอาชญากรรมรายวัน จึงไม่คิดว่าจะได้รับของคืน แต่นายอุดมกลับนำมามอบให้ซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาดใจมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอุดม และน.ส.อริศราได้ มอบกระเป๋าสัมภาระคืนให้กับนายลอง ลีแล้ว นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นได้มอบสินน้ำใจให้กับนายอุดมเป็นเงิน 5,000บาท และน.ส.อริศรา 3,000 บาท ด้วย
ที่มา: http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000076994
Subscribe to:
Posts (Atom)

